มันถูกกำหนดไว้แล้ว

posted on 15 Nov 2011 22:18 by parnjai

ในแต่ละปี …

มีผู้คนมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตเรา…

หลายคนผ่านไป…ไม่ได้ถูกเก็บบันทึกในความทรงจำ


…คนจำนวนนึง ถูกเก็บในห้วงคิด


ให้ระลึกถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจ

แต่ก็เป็นไปตามบทบาทที่ถูกกำหนดให้ได้รู้จักกัน…

บางคน เปลี่ยนความคิด เปิดมุมมองใหม่ๆให้ชีวิต….

………………

บางปีเราได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆมากมาย


แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดนัยใดๆ…

………
….

ปีนี้…
แค่ หนึ่งคน ที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต

เป็นหนึ่งคน  ที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ….

จนเรื่อยมาถึง ณ ตอนนี้…

ความสัมพันธ์ ที่เราทั้งคู่นึกว่าเพิ่งจะเริ่มต้น…


เบื้องหลัง…

ถูกถักทอไว้เนิ่นนาน…

ก่อนที่บนโลกจะมีเราสองคนด้วยซ้ำ….


...
เธอๆ... รู้มั้ย
พ่อเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย...

นี่ก็เพิ่งนัดกันเลี้ยงรุ่นเนี่ย....

!!!!!





“เราต้องมารู้จักกัน ทั้งๆที่ความจริง

ชีวิตเราทั้งคู่ ไม่จำเป็นต้องมาเกี่ยวข้องกันเลยก็ได้”



แต่..ทำไม เราเพิ่งมาได้รู้จักกันตอนนี้
ทำไมเราต้องมารู้จักกัน ตอนที่เราต้องอยู่ห่างกัน…




.....




ทำไม ความรู้สึกที่ว่า ฉันกำลังรอคอยใครสักคนอยู่…

มัน หาย ไป …

ตั้งแต่วันที่ได้เจอเธอ…

“อีกครั้ง”

D’ u believe in Destiny ?


^_^ v

  • 31 Dec


    ท่ามกลางผู้คนมากมาย ในวันสุดท้ายของปี

เธอ....กับหัวใจว่างเปล่า

 

 

สรรพสิ่งสวยงามสดใสรอบกาย

 

 

แต่หากหัวใจ เงียบงัน...

 

 

เฝ้ามอง...รอคอยว่าเมื่อไหร่จะพบเจอ....

 

 

ใครคนนั้นที่มาเติมเต็มหัวใจว่างเปล่า.....

 

 

..ที่เป็นพลังในวันที่ท้อใจ"ที่เป็นทุกอย่าง."

 

 

..............อาจจะอีกซีกโลก...

 

 

อาจเป็นคนที่เพิ่งเดินผ่าน..

 

อาจเป็นคนยืนข้างๆแต่ยังไม่รู้จักกัน

 

 

 

อาจต้องข้ามน้ำ ข้ามทะเล...

 

เพื่อตามหา........

 

 

 

 

 

......เขา...ยืนอยู่... เช่นกัน...

 

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย ในคืนพิเศษ........

 

 

 

หัวใจ ว่างเปล่า .....

 

แต่ท่ามกลางหมู่เพื่อน ก็พอคลายเหงา..ลงไปได้บ้าง

 

....เขา..........สงสัย...

 

ว่าเืมื่่อไหร่ จะมีใครสักคนที่ผ่านข้ามปี

 

...ไปด้วยกันด้วยหัวใจที่มีกันและกัน...

 

 

ปีไหน...ที่จะไม่ต้องออกมานอกบ้านมาอยู่ท่ามกลางงานฉลอง

ให้แสงสีบรรเทาความเงียบในใจ....

...............

 

 

ทั้งสองคน....ออกมาข้างนอก.... พบปะผู้คน เพราะหวังว่าจะคลายเหงาได้บ้าง........แต่กลับยิ่งพบว่า มันเหงา...กว่าเดิมซะอีก.....

......เธอ....รอคอยด้วยความหวัง...

 

 

ว่าอีกฟากของหัวใจ...ก็ยังมีคนที่คอย......

 

 

ที่ตามหาอีกครึ่งนึงอยู่เช่นกัน....

 

 

"เราก็รอเค้า..."เค้าคงก็หาเราอยู่....

 

 

 

.....แต่เเล้ว......วันเวลา...

 

 

 

ปีเเล้วปีเล่าที่ผ่านไป.....

...

 

 

............ณ สถานที่เดิม.

 

 

..สองคนได้มาเจอกัน..

 

.....

 

..รอบกาย....แสงสี...ผู้คนมากมายร้อยพัน..

 

..ไม่สำคัญเท่าคนที่ยืน....เงียบๆข้างกาย...

 

 

 

...มองฟ้า....รอเวลาจะผ่านพ้นอีกปี.

 

 

..และอีกทุกๆปีต่อจากนี้....ไปด้วยกัน..

 

 

 

 

...someday,my prince will come

 

 

;)

ระหว่าง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กับ University of Occupational and Environmental Health (U.O.E.H)
ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 30 มีนาคม พุทธศักราช 2553

กำหนดการ

24 มีนาคม 2553 : เดินทางถึงเมือง Fukuoka ประเทศ ญี่ปุ่น เวลา ประมาณ 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น,
...........................เข้าที่พักที่จัดเตรียมไว้
25 มีนาคม 2553 : เช้า - บ่าย : ชมเมือง Mojiko
...........................เย็น : Welcome party
26 มีนาคม 2553 : เช้า : ทัศนศึกษา Hospital of U.O.E.H
...........................บ่าย : เยี่ยมชมโรงงานสุขภัณฑ์ TOTO
...........................เย็น : ชมตลาดโบราณ Tanga , Kokura
27 มีนาคม 2553 : เช้า : เตรียมการแสดง Culture show
...........................บ่าย : การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไทย-ญี่ปุ่น
...........................เย็น : BBQ party
28 มีนาคม 2553 : ชมซากุระบานที่เมือง Hagi ,จังหวัด Yamaguchi เกาะ Kyushu
29 มีนาคม 2553 : เช้า : แลกเปลี่ยนความรู้ , ฟังการบรรยายจาก Prof.Takahashi
............................บ่าย : ซื้อของเตรียมทำอาหาร
30 มีนาคม 2553 : เช้า : ชมสวนซากุระในมหาวิทยาลัย
...........................บ่าย : ทำอาหาร แลกเปลี่ยน วัฒนธรรม สำหรับ farewell party
...........................เย็น : Food night & Farewell Party
31 มีนาคม : เดินทางกลับประเทศไทย

บันทึกการเดินทาง 24 มีนาคม :
ปลายทาง Fukuoka ,Japan
ปานใจ เริ่มเรื่อง.... เช้าตรู่ของวันนี้ พวกเรานัดกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อ Check in
เวลาประมาณ 05.30 น.เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย โบกมือลาครอบครัวที่มาส่ง เราก็เริ่มเดินต่อ
เมื่อพ้นเข้าสู่เขตที่ “เฉพาะผู้โดยสารขาออก” ใจหาย สำหรับบางคน ที่เพิ่งจาก “บ้าน” ครั้งแรก
บ้าน ที่เรียกว่าประเทศไทย บ้านที่มีรอยยิ้ม เป็นสัญลักษณ์ เพื่อไปสู่ปลายทาง ที่เรียกกันว่า
ดินแดนพระอาทิตย์อุทัย พร้อมกับเพื่อนร่วมทางที่เป็นครอบครัว..ครอบครัวแพทยศาสตร์ขอนแก่น
...........................
เครื่องบินออกจากประเทศไทย เวลาประมาณ 8.30 น. โดยสายการบิน China Airlines เที่ยวบินที่ CI0066
ถึงท่าอากาศยาน Taipei เวลา ประมาณ 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น แวะเปลี่ยนเครื่อง อยู่ราวๆ 4 ชั่วโมง
เป็นเวลานานทีเดียว แต่เนื่องจากสนามบินค่อนข้างใหญ่มีร้านรวงต่างๆมากมาย ให้เราเดินแวะชมฆ่าเวลา
นอกจากร้านขายสินค้าปลอดภาษี ยังมีสนามเด็กเล่น ลานแสดงศิลปะต่างๆ แต่ที่ประทับใจเราที่สุด
คงเป็นมุมของร้าน Sanrio ซึ่งมีเจ้าเหมียวคิตตี้ ที่ยืนเด่นพร้อมท่าทางเก๋ไก๋ ลากกระเป๋าเดินทางใบโต โบกมือทักทาย พร้อมรอยยิ้มสดใส
............................
เดินๆมองๆแทบจะทั่วสนามบิน ดูเวลาอีกทีก็ใกล้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว วิ่งกันแทบตาย เพราะ จุดที่เริ่มรู้ตัว..อยู่ห่างจาก Gate มากทีเดียว แต่วิ่งมาระยะหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มก็เกิดสงสัย ว่า ทำไมเวลาเดินเร็วจริง ดูเวลาใหม่ ปรากฏว่าก็ยังเหลือเวลาอยู่มาก ทุกคนก็โล่งอก อดขำคนดูนาฬิกาผิดไม่ได้ แต่เราก็พยายามอยู่ใกล้ๆประตูขึ้นเครื่องไว้ จะได้ไม่ต้องตกอกตกใจกันอีก
.............................
.............................
เวลาขึ้นเครื่องเป็นเวลาประมาณ 17.00 น. ในที่สุดก็จะได้ไปถึงปลายทางสักที ใช้เวลาบินอีกราวๆ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะถึงท่าอากาศยานฟุกุโอกะ มองจากบนเครื่อง เห็นเมืองฟุกุโอกะในยามค่ำคืน เห็นแสงไฟขนาบข้างถนนที่ทอดยาว จุดแสงเล็กๆแสดงถึงรถราที่วิ่งอยู่ขวักไขว่

................
เมื่อมองจากมุมนี้ ความตื่นเต้นก็ท้นขึ้นมาอีก จะมีใครมารับเราไหม....
...โฮสต์ของเราจะเป็นอย่างไร ใจดีหรือเปล่า? ฯลฯ .......

ไม่นานเครื่องบินก็ลงจอด เราทั้งกลุ่มสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของกันและกัน
ทุกคนเก็บข้าวของเงียบๆ เดินออกมาจากตัวเครื่อง
ถึงทางเชื่อมงวงช้าง อากาศเริ่มเย็นอย่างเห็นได้ชัด
เราบางคนยังสวมเสื้อกันหนาวบางๆอยู่......
แต่ทันทีที่ก้าวออกจากงวงช้างเท่านั้น...

ลมหนาวปะทะเข้าอย่างจัง

ทำเอาเราทุกคนต้องหยุด ค้นเอาอุปกรณ์กันหนาวกันยกใหญ่
พันผ้าพันคอ สวมถุงมือ เต็มที่ อากาศคืนนี้ กับ อากาศตอนเช้าที่ประเทศไทยต่างกัน 20 องศาเห็นจะได้ !

ทุกคนพ่นควันจากปากขณะก็รีบจ้ำเดินให้ถึงจุดรอรับผู้โดยสาร

........และแล้ว เราก็พบกัน !...........


เราแนะนำตัวกันคร่าวๆ ก่อนที่จะนำสำภาระไปขึ้นรถ
อากาศด้านนอกสนามบินหนาวสำหรับเรา

จำได้ว่าทันทีที่ออกไป อากาศหนาวยิ่งกว่าเดิม

และเมื่อเรานำสัมภาระไปขึ้นรถเก๋งที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นนำมารับ
ก็ได้รับแจ้งว่า เราต้องนั่งรถ shuttle bus ของสนามบิน

ไปขึ้นรถไฟ เพื่อไปสถานีรถไฟที่ใกล้มหาวิทยาลัย (จำได้ว่าชื่อสถานี Orio )

ซึ่งการเดินทางจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (ขณะที่รอรถบัสนั้นเวลาประมาณ 22.00 แล้ว)

กว่าเราจะไปถึงสถานีรถไฟปลายทาง เราก็ได้โอกาสทำความรู้จักเพื่อนใหม่หลายคน

คุยกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เพื่อนบางคนเคยมาประเทศไทย

บางคนแค่แวะเปลี่ยนเครื่องไปที่อื่น

แต่ทุกคนก็รู้จักต้มยำกุ้ง ผัดไท และบอกว่าชอบอาหารไทย (จะดีถ้าหากไม่เผ็ด)


เราได้รับแจกกำหนดการของโครงการก่อนที่จะถึงที่หมาย

และเราคนไทยต้องแยกกันไปตามโฮสต์ของแต่ละคน
.......รู้สึกแปลกๆ ปนกังวล ............
เพราะมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ภาษาที่ไม่คุ้นเคย เวลาดึกดื่น

แถมยังต้องแยกจากคนไทยด้วยกันอีก ไปอยู่ที่ไหน กับใครก็ไม่ทราบ
จะทราบก็แค่ ชื่อ เท่านั้น........

แต่สิ่งที่ต้องทำก็คือ วางใจ ปรับตัว เตรียมตัว เตรียมใจกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อไป..

คืนนี้ แต่ละคนคงรู้สึกต่างกันไป มีประสบการณ์ต่างกันไปช่วงหนึ่ง.....
แต่ในเช้าของวันถัดไป เราก็จะมารวมกันใหม่ เพื่อสานต่อโครงการฯนี้...
อากาศหนาวเย็น หากการต้อนรับอบอุ่น
ความกังวลที่มีก็เริ่มคลาย......


.........
25 มีนาคม

สิทธิชัย เล่าเรื่อง...

วันนี้ตื่นเช้ามา 7.00 น ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยอากาศที่หนาวเย็นเกินคาด
แต่ก็ถูกทดแทนด้วยความอบอุ่นจากน้ำใจของเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นที่นำเสื้อกันหนาวมาให้พวกเราทั้งหลาย
ได้ยืมใส่ จากนั้นก็ไปเจอกับเพื่อนๆ และน้องๆ เพื่อไปกินอาหารเช้าที่ McDonald
ตอน 8 โมง แต่ก็มีบางส่วนที่รับประทานกันมาจากที่ห้องพักแล้ว............

หลังจากนั้น 9 โมง
เราก็พบกันที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางไปที่เมือง Mojiko ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีแกงกะหรี่อร่อยมาก
เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็เดินทางมาถึงเมือง Mojiko ซึ่งเป็นเมืองท่าติดทะเล
เราถ่ายรูปกันที่หน้าสถานีรถไฟสักพัก เนื่องจากตัวอาคารของสถานีเป็นลักษณะของอาคารสมัยโบราณ
ดูมีความเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นด้านหน้ายังมีต้นซากุระที่ออกดวกบานสะพรั่งทุกคนจึงอดใจไม่อยู่
ต่างเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำกันคนละหลายรูป

แล้วก็เดินต่อไปยังพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์นี้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
การสู้รบของซามูไร มูซาชิและโคจิโร่ ทั้งสองต่างสร้างสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจ

ผู้ชนะในสงครามครั้งนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในพิพิธพัณฑ์ก็มีการจัดแสดงทั้งหุ่นจำลองประกอบเสียงพากย์บรรยายเรื่องราว, ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นที่นำประวัติศาสตร์มาทำเป็นการ์ตูนเพื่อให้น่าสนใจ โดยเป็นการฉายลงบนลูกโลกกลมๆที่แขวนไว้กลางอากาศแทนที่จะฉายใส่จอภาพเหมือนที่เห็นกันทั่วไป ชั้นบนมีห้องกระจกซึ่งเป็นจุดชมวิว และมีเครื่องบังคับเรือจำลองสำหรับผู้ที่อยากลองเป็นกัปตันเรือสักครั้งในชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าเราทั้งหลายต่างไม่รอช้ารีบเข้าไปทดลองกันทันทีทางเดินในตึกหลังนี้ออกแบบให้เดินไปทางเดียวจากบนกลับลงมาข้างล่างดังนั้นถึงแม้จะเมื่อยแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์เดินลัดออกมาก่อน หลังจากเดินทั่วพิพิธภัณฑ์แล้วก็เป็นเวลา

อาหารเที่ยงที่เราจะได้ทานแกงกะหรี่สุดอร่อยที่เค้าเลื่องลือซะที หลังจากสั่งอาหารโดยเจ้าถิ่น
เราก็ได้ข้าวที่ราดหน้าด้วยแกงกะหรี่ มีไข่แต่ไม่มีเนื้อ
แต่น้องแพรกับน้องนุ่นสั่งอีกแบบหนึ่ง ได้เนื้อหมูชุบแป้งทอดมากินด้วย
รสชาติของแกงกะหรี่นั้นค่อยข้างแตกต่างจากของไทยเพราะนอกจากจะรสชาติเข้มข้นมากแล้วยังมีกลิ่น
ค่อนข้างฉุน แต่ก็ถือว่าอร่อยไปอีกแบบ หลังจากกินเสร็จเราก็มีเวลาเดินเล่นและถ่ายรูปรอบๆเมือง

ในเมืองก็มีร้านค้าที่น่าสนใจหลายร้าน เช่นร้านขายน้ำผึ้ง ซึ่งมีน้ำผึ้งจากหลากหลายที่หลายประเทศมาให้ชิม
หรือจะเป็นร้านขายกล่องดนตรี ที่ทั้งร้านก็เต็มไปด้วยกล่องดนตรีไขลาน
ยังมีร้านขายเครื่องแก้ว ที่ทั้งร้านมีแต่เครื่องแก้วขาย

เดินสะดุดไม่ได้เลยทีเดียว
เพราะเครื่องแก้วบางชิ้นก็มูลค่าหลายหมื่นเย็น

หลังจากเราเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เราก็เดินทางกลับมายังมหาวิทยาลัย

ตอนเย็นมีปาร์ตี้ต้อนรับที่ร้านใกล้ๆ มหาวิทยาลัย

เป็นร้านอาหารแบบญี่ปุ่นขนาดไม่ใหญ่มากนัก
แต่ได้รับการการันตีจากเจ้าภาพว่ารสชาติเยี่ยมเพราะเป็นเจ้าประจำของนักศึกษามหาวิทยาลัยนี้หลายๆคน

อาหารเย็นที่เรากินก็มี ปลาดิบ ไก่ทอด พิซซ่าญี่ปุ่น ไข่หวาน
รากบัวชุบงา ปลาไข่ทอด ไก่ดิบๆ เบคอนดิบ เห็ดเข็มทองอบเนย

หลังจากทุกคนกินอิ่มก็มีการแนะนำตัว

ถือเป็นปาร์ตี้ต้อนรับที่อบอุ่นทีเดียว
ได้แลกเลี่ยนประสบการณ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและมิตรภาพอันไร้พรมแดน
ก็ก่อตัวเป็นรูปร่างเพิ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นเราต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
พร้อมเจ้าบ้านที่มารับกันถึงที่เลยทีเดียว

26 มีนาคม
ชวิพร ทรงพร เล่าเรื่อง 

                วันนี้ในตอนเช้า เป็นการเยี่ยมชมโรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย
UOEH  โดยเป็นโรงพยาบาลที่ใหม่และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากมาย
จำนวนผู้ป่วยนอกมีประมาณ 600 คนต่อวัน
                เราตื่นเต้นกับวันนี้พอควร เพราะต้องเข้าพบ “ผู้ใหญ่” เป็นครั้งแรก
หลังจากที่มีแต่วัยรุ่นราวคราวเดียวกันมาคอยต้อนรับมาตลอด

เมื่อไปถึง ทางเราได้มอบของที่ระลึกให้อาจารย์ที่มารับ
อาจารย์กล่าวคำต้อนรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างผู้ใหญ่ใจดี
แล้วก็ส่งเราต่อให้กับอาจารย์ท่านอื่นๆที่คอยเวียนมารับ ตามจุดต่างๆ
เป็นการประสานงานที่น่ารักดี

                เริ่มการดูงาน โดยอาจารย์จากแผนกเภสัชวิทยา อาจารย์ท่านนี้ดูใจดียิ่งกว่า
น่าตาที่สดใส ยิ้มแย้ม หลังกรอบแว่นเหมือนคุณลุงใจดีคนหนึ่ง
แต่คุณลุงพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น โดยมีล่ามคือโฮสต์ของเรา และ เพื่อนอีกคนที่เคยมาเมืองไทย
ในโครงการปีที่ผ่านมา อาจารย์พาเดินชมหลายที่
ตั้งแต่ที่ผลิตยา ที่บรรจุยา ที่จ่ายยา มีบางประโยคที่อาจารย์อธิบาย
แล้วล่ามทำหน้างงๆ เพราะไม่รู้จะแปลต่ออย่างไร เราก็ได้แต่ยิ้ม
พยายามคิดอย่างหนักว่าอาจารย์ท่านจะสื่ออะไร บางที
จากท่าทาง จากสิ่งแวดล้อม ก็พอจะเดาได้

หลังจากชมภาคเภสัชวิทยา ก็มีอาจารย์หนุ่มใหญ่น่าตาคล้ายจะเป็นดาราญี่ปุ่นได้!
มาต้อนรับเรา แล้วพาเราชมแผนกรังสีวิทยา ต่อ อาจารย์ท่านนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดี
แต่บางคำก็ติดสำเนียงญี่ปุ่น ตอนนี้ล่ามของเราเลยได้พัก

                 อาจารย์ถามว่าเราชอบอาหารญี่ปุ่นไหม แล้วท่านบอกว่าเคยทานต้มยำกุ้ง ผัดไท
อาหารขึ้นชื่อของเราแต่ทานในร้านไทยที่ญี่ปุ่น

ภาครังสีนี้ทำให้เราทึ่งกับความเป็นประเทศไฮเทคของเขา

สุดท้ายเป็นแผนกสูตินารีเวช ซึ่งทีแรกเราเข้าใจว่าเป็นแผนกเด็ก!
เพราะมองเห็นผนังทาสีชมพูอ่อนๆ ทั้งแผนก

เข้าไปที่ห้องคลอดก็เหมือนห้องทำฟันมากกว่า
ที่ผนังสีชมพูยังติด มีวอลเปเปอร์น่ารักๆ เตียงคลอดสีชมพูอ่อน ดูแล้วอบอุ่น น่าคลอด!
      
         พอเราชมเสร็จก็เดินออกมารอที่แผนกผู้ป่วยนอก
สังเกตเห็นตู้อะไรสักอย่าง 3-4 ตู้ เห็นคนไข้ไปยืนกด
แล้วได้ใบเสร็จแผ่นใหญ่ออกมา เราเลยถามเพื่อนชาวญี่ปุ่น
ว่ามันคืออะไร
ได้คำตอบว่ามันคือตู้จ่ายเงินค่ายา โดยกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับคนไข้
รายการยาก็จะแสดงบนหน้าจอ แล้วจ่ายโดยใช้บัตรเครดิต
ก็จะได้ใบเสร็จรับยาออกมา แล้วต้องไปรับยาที่ตึกตรงข้ามโรงพยาบาล
ซึ่งเป็นที่จ่ายยาสำหรับผู้ป่วยนอกโดยเฉพาะ

ประเทศนี้ ตู้อัตโนมัติ เยอะจริงๆ !

                 โรงพยาบาลแห่งนี้ผลิตยาเอง ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 2000 ชนิด 
โดยแบ่งเป็น ยาชนิดรับประทาน 600 ชนิด และ ชนิดฉีด 1400 ชนิด 
ดังนั้นยาทั้งหมดที่ใช้ในโรงพยาบาลจึงเป็นยาที่ผลิตภายในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด 
ส่วนในขั้นตอนการจ่ายยานั้น จะมีผู้ทำหน้าที่ final check
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการจ่ายยาให้มากที่สุด           

                 เยี่ยมชมห้องตรวจ MRI และ CT scan ซึ่งมีเครื่องสำหรับscan สมอง
โดยมีผู้ป่วยมาใช้บริการเฉลี่ยสามคนต่อวัน  และในขณะที่เราเยี่ยมชมนั้น
มีผู้ป่วยที่กำลัง scan เพื่อดูเส้นเลือดหัวใจ เจ้าหน้าที่จึงได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการทำ
และความแตกต่างของ MRI และ CT scan

                 เยี่ยมชมแผนกสูตินารีเวช  เจ้าหน้าที่ได้พาเยี่ยมชมห้องคลอด ห้องพักฟื้น
และอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก ตู้อบ เครื่องให้ออกซิเจน เป็นต้น

                 เยี่ยมชมห้องสำหรับฟอกไต  โดยมีเครื่องฟอกไตทั้งหมด 13 เครื่อง
  ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่มักเป็นคนไข้จากโรงพยาบาลอื่นๆที่มีเครื่องฟอกไตไม่เพียงพอ
จึงถูกส่งตัวให้มารับการรักษาที่นี่

                จากนั้นในช่วงบ่ายได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตสุขภัณฑ์ TOTO
ซึ่งผลิตสุขภัณฑ์ทุกชนิดส่งออกให้กับสหรัฐอเมริกา
  และได้ฟังการบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของโรงงาน วิธีการทำ และวิวัฒนาการของสุขภัณฑ์
ชนิดต่างๆ  พร้อมกันนั้นทางบริษัทยังได้ให้เราทดลองใช้ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด
และอำนวยความสะดวกแก่เราเป็นอย่างดี

นอกจากการผลิตสุขภัณฑ์แล้ว TOTO ยังเคยผลิตจานชามกระเบื้อง
ซึ่งมีลวดลายสวยงามแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติญี่ปุ่น
และส่งขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ   

          โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่ได้รับในวันนี้จะเน้นไปที่การให้ความรู้ทางวิชาการ
ทั้งสิ่งที่ต้องใช้ในวิชาชีพแพทย์ และการแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆของประเทศญี่ปุ่น
  ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากถ้าหากประเทศไทยเราได้นำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้

ก็จะเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการให้บริการทางการแพทย์อีกทางหนึ่งได้




27 มีนาคม
เปมิกา, วริษา เล่าเรื่อง
            
วันนี้โปรแกรมทั้งหมดอยู่ในตัวมหาวิทยาลัยนี่เอง ช่วงเช้าเป็นเวลาของการเตรียมตัวแสดง
การแสดงจากไทยคือการรำอัปสรา ก็มีเวลาซ้อม รวมแต่งตัว จนถึงเที่ยง
แล้วทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหารคณะ ก่อนที่จะไปเริ่มการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในตอนบ่าย

             การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจะจัดที่โรงยิม ซึ่งต้องเดินออกไปอีก

มหาวิทยาลัยค่อนข้างกว้าง หน้าโรงยิมมีสวนซากุระ และสนามเบสบอลขนาดใหญ่

กิจกรรมตอนบ่ายเริ่มด้วยการโชว์จากเจ้าภาพ ซึ่งโชว์กีฬาประจำชาติต่างๆ เริ่มที่กีฬายิงธนู

นักกีฬามีเครื่องแบบที่ดูขลังและขรึม ธนูยาว ใหญ่ และค่อนข้างหนัก

ก่อนที่จะฝึกยิง จะต้องฝึกเหนี่ยวธนูก่อนจนประคองคันธนูได้

ซึ่งก็คงใช้เวลานานพอสมควร เขาให้เราลองเหนี่ยว ยิงดูด้วย สนุกดี

แต่อากาศที่ลานธนูก็หนาวมาก ถึงจะเป็นตอนบ่ายก็ตาม
           
             เสร็จจากยิงธนูก็ไปชม เทควันโด เขาแสดงท่าต่อสู้ต่างๆให้ได้ชม

และอาสาสมัครให้ไปลอง ทุ่ม เพื่อนในชมรม

ฝ่ายไทยก็ส่งผู้หญิงไป ทุ่ม สบายๆ เพราะเขาคงมีท่าอะไรบางอย่าง

แล้วก็แสดงการต่อสู้ให้เราชม จากกนั้นไปที่กีฬาเคนโด หรือ ฟันดาบ

เขาโชว์ให้เราดูว่า การฟันมีตำแหน่งที่สำคัญที่จะต้องฟันและเมื่อฟันโดน

(ความจริงน่าจะเรียกตีโดน) ผู้ที่ตีจะต้องร้องชื่อจุดที่ตีโดน ก็มีศีรษะ ไหล่
ท้อง ประมาณนี้ ดาบคือ ไม้ไผ่ ที่นำมาทำเป็นท่อนยาว รัดด้วยเชือกหัวท้าย

ฟาดลงทีก็เสียงดังก้องโรงยิม

เราทุกคนได้ลอง ฟาด ทุกตำแหน่ง สนุกดี แต่กลัวคนที่โดนเข้าจะเจ็บ

ถึงแม้จะมีชุดเกราะป้องกันก็ตาม เพราะโดนฟาดทีก็ 10 ครั้ง

  จาก 10 คนของเราที่ไป...


              หลังจากร่วมculture show ของญี่ปุ่นไปแล้ว ก็ถึงคราวของ culture show ประเทศไทยบ้าง เราเริ่ม

เปิดงานด้วยการกล่าวทักทายของพิธีกรผู้ดำเนินรายการ แจกแจงว่าจะมี่โชว์ และ เกมอะไรบ้างในวันนี้


ต่อมาเป็นการรำอัปสรา ซึ่งเป็นศิลปะการรำที่ไทยนำท่ารำของเขมรมาประยุกต์

จุดเด่นของการรำชุดนี้คือ มีท่ารำที่ยาก และแปลก เนื่องจากเป็นท่ารำที่เกิดจากจินตนาการ

ของคนในสมัยก่อนที่มีต่อ เทวดา นางฟ้า บนผนังปราสาท

              หลังจากโชว์รำเสร็จ เราก็อธิบายสาเหตุ ที่มาของการรำนี้ และบอกข้อแตกต่างระหว่างการรำชุดนี้

ของไทย และของเขมร ตามด้วยการพาคนญี่ปุ่นรำไทย

โดยประยุกต์ให้กิจกรรมน่าสนุกขึ้นคือชวนให้คนญี่ปุ่นรำวง

แน่นอนว่าชาวญี่ปุ่นตะลึงมากที่คนไทยสามารถทำนิ้วมือ ให้อ่อนช้อยในการจีบและการตั้งวง

ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมไทยที่โดดเด่น สวยงามจริงๆ
 
            

กิจกรรมต่อไปคือ การเล่นเกม “ตี่” ที่ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กประถม

กติกาการเล่นก็เหมือนกับเกมตี่ทั่วไป ตั้งชื่อทีม และให้สมาชิกแต่ละคนเป็นชื่อพยางค์หนึ่งในชื่อทีมนั้น

เป่ายิ้งฉุบว่าทีมไหนจะได้เริ่มเล่นก่อน ให้อีกทีมที่ตั้งรับเลือกพยางค์ จากนั้นสมาชิกที่ชื่อพยางค์นั้นต้องวิ่งไปฝั่งของอีกทีมหนึ่งพร้อมกับพูดตี่ ยาวต่อเนื่อง ห้ามขาดช่วง มิฉะนั้นจะกลายเป็นเชลยไป หากทำสำเร็จ สมาชิกทีมฝั่งตรงข้ามที่สัมผัสคนที่พูดตี่ จะกลายเป็นเชลย

              ในตอนแรก คนญี่ปุ่นยังไม่ค่อยเข้าใจกติกาเท่าไหร่ แต่ก็เล่นกับเรา ไม่นานพอเริ่มคล่อง เลยแบ่งเป็นทีม ไทย ปะทะ ทีมญี่ปุ่น ที่ซึ่งทีมญี่ปุ่นมีจำนวนคนมากกว่าทีมไทยสองเท่า ผลคือ ทีมไทยแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย ดูท่าคนญี่ปุ่นจะชอบเกมนี้มาก เพราะขนาดคนที่ไม่อยากเล่นตอนแรก ยังขอให้เล่นอีกเกมต่อ และได้ยินมาว่า คนญี่ปุ่นลงไปเล่นเกมนี้กันต่อในห้องชมรมชั้นล่างอีกด้วย


จริงๆแล้วเหลือเกมอีกเกมที่ยังไม่ได้เล่น แต่เนื่องจากหมดเวลาแล้ว จึงต้องปิดการแสดง Thai culture show ไว้เท่านี้


            หลังจากใช้พลังงานไปกับการเล่นเกม และกีฬา ก็ถึงเวลาของอาหารเย็น วันนี้มี Barbeque สไตล์ญี่ปุ่น

ปรุงโดยพ่อครัวหัวป่า รองประธานชมรมวิเทศน์ของญี่ปุ่นนี่เอง ขั้นตอนการปรุงไม่มีอะไรยุ่งยาก โยนเนื้อหมัก ลง

บนตะแกรงที่ถ่านกำลังคุ ย่างๆๆ เทซอสเนื้อย่างแบบญี่ปุ่นใส่จานโฟม จุ่มเนื้อย่างสุก แล้วส่งเข้าปาก อร่อยมาก

จริงๆ ซอสหวานๆเข้ากับเนื้อย่างร้อนๆเป็นอย่างดี แน่นอนว่าชิ้นเดียวไม่ทางพอ นอกจากเนื้อย่างแล้ว ยังมีไก่ย่าง

ข้าวปั้นย่าง พริกหยวกย่าง หอมย่าง ไส้กรอกย่าง ยากิโซบะ พ่อครัวจำเป็นคนนี้ทำอาหารอร่อยจริง


             บริเวณนั้นมีตะแกรงย่างสองอัน พร้อมด้วยผู้คนอีกยี่สิบกว่าชีวิต ในบรรดานั้นคือ คนไทย และ สมาชิก

ชมยูโด และ เคนโด้ บรรยากาศเป็นกันเอง ถึงแม้จะหนาว และต้องยืน แต่ความอร่อย และความอุ่นของถ่านไฟ


ทำให้ลืมความเมื่อยและความหนาวไปเลย


              กินเสร็จล้างปากด้วยน้ำอัดลม เมื่อว่างจึงมีคนเสนอให้เล่นเกมที่เตรียมไว้ แต่ไม่ได้เล่น เราเลยได้เล่น

เกม “ชิปปี้ชิบ” แถวๆลานเนื้อย่างนั้น เป็นเกมง่ายๆ กติกาคือ ต้องทำท่าตามคนข้างๆเท่านั้น และส่งต่อกันไป


เป็นลูกโซ่ ใครผิดโดนทำโทษ การลงโทษก็ได้แก่ ให้ตะโกนบอกรักบ้าง ขอแต่งงานบ้าง ที่ขำสุดๆเห็นจะเป็น


ท่านรองประธาน เพราะผิดบ่อยเหลือเกิน จึงโดนทำโทษให้ไปขอแต่งงานรุ่นน้องผู้ชายชาวญี่ปุ่น ก็เป็นที่สนุก

สนานเฮฮากันไป


                           วันนี้ก็สนุกสนาน ได้แลกเปลี่ยน ได้ให้ ..ได้รับ เป็นวันที่มีค่าที่สุดวันหนึ่ง



...........................

...



28 มีนาคม
รติกร อัจฉรีย์ เล่าเรื่อง
 

            ในตอนเช้าของวันที่  28 มีนาคม 2553  พวกเราได้นัดหมายรวมตัวกันที่หน้าห้องสมุด

ของมหาวิทยาลัย UOEH  โดย host ของแต่ละคนก็จะพาพวกเรามาส่งที่จุดนัดหมายเหมือนทุกๆวัน   สำหรับ


โปรแกรมวันนี้คือ  การเดินทางไปทัศนศึกษาที่เมืองฮากิ  ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆเ

มือง ฮากิมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Museum city  เพราะเป็นเมืองที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

แบบโบราณไว้  บานเมืองก็อยู่ติดริมเชิงเขา  ใกล้ชิดกับธรรมชาติ  มีการทำการเกษตร

  ดูแล้วสงบร่มรื่นสวยงามมาก    เมื่อถึงจุดท่องเที่ยวพวกเราก็ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่มีสายลมเย็นๆ

กับแสงแดดอ่อนๆ  ท่ามกลางดอกซากุระที่บานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ

   ด้านหน้ามีคลองน้ำใส  สามารถมองเห็นตัวปลาบริเวณนั้นได้

 

จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน

ซึ่งเมนูของวันนี้คือ ข้าวกล่อง + ปลาปั๊กเป้าทอด+กุ้งชุบแป้งทอด  และมิโซะซุป 
ส่วนเครื่องดื่มก็เป็นชาเขียว   อาหารมื้อนี้เป็นอาหารญี่ปุ่นอีกมื้อที่อร่อยมาก 

จากนั้นเราก็เดินทางเข้าไปชมต่อ
   ที่ฮากิเป็นสถานที่ชมดอกซากุระบานที่สวยงามมากอีกที่หนึ่งเพราะเราสามารถชมได้ทั้งมุมต่ำ

และชมจากมุมสูง  ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวไทยอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักฮากิมากนัก

  คนญี่ปุ่นเองก็ออกมานั่งปิกนิกพักผ่อนกับครอบครัวใต้ต้นซากุระ

  ดูแล้วอบอุ่นน่ารักมากๆ  พวกเรายังได้ความรู้เพิ่มเติมจากเพื่อนชาวญี่ปุ่นอีกคือดอกซากุระมี 2 สี

คือ  ขาว  กับ  ชมพู หลังจากที่พวกเราชมวิวดอกซากุระเราก็เดินทางต่อไป

ยังสถานที่ชงชาแบบโบราณ (คล้ายๆกับพิธีชงชา)

  พวกเราก็ได้ทดลองดื่มชาเขียวมัสฉะ


คือต้องดื่มคู่กับน้ำตาลอัดเม็ดเพราะชาเขียวจะขมมาก 

โดยเคี้ยวน้ำตาลก่อนแต่ยังไม่ต้องกลืน  แล้วก็ดื่มชาเขียวตาม

  ก็จะให้รสชาติที่ดีขึ้น   แล้วพวกเราก็ได้ลองเซี่ยงเซียมซีดู
  โดยค่าเซียมซี  ราคา  50 เยน
    ใบเซียมซีทั้งหมดมี 80 ใบ  ใน 80 ใบนี้ก็จะมีใบที่ดีและไม่ดีคละกันไป 

แต่ใบที่เป็น the best มีทั้งหมด  7 ใบ

    ประเพณีญี่ปุ่นก็คล้ายๆกับของเราคือ  ถ้าใครได้ใบที่ไม่ดีก็ให้เอาผูกไว้ที่วัดเลยไม่ต้องเอากลับ

  แต่ใครได้ใบดีก็ให้เอาติดตัวไปด้วย 


หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อไปยังวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของ  Shoin  Shrine  (เครื่องราง)

  แต่เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์  จึงจะต้องมีการชำระล้างสิ่งสกประออกจากตัวเราก่อน

โดยจะมีน้ำเตรียมไว้บริเวณด้านหน้าวัด 

จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปวัดที่เกี่ยวข้องกับการเรียน

 เพื่อนๆเราซื้อเครื่องรางกันเยอะมากที่วัดนี้   แม้แต่เพื่อนชาวญี่ปุ่นเองก็ซื้อเช่นกัน

  อันที่ขายดีที่สุดน่าจะเป็น  Pass the  exam ....

แล้วพวกเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารเย็น

  ซึ่งเป็นทางผ่านที่จะกลับสู่มหาวิทยาลัย 
ที่ร้านอาหารมีวิวที่สวยงามมากในตอนกลางคืน

จากร้านอาหารมองลงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำประดับด้วยแสงไฟ

  แต่อากาศข้างนอกก็หนาวมากๆ   ทำให้ไม่มีใครอยากออกจากร้านอาหาร

    หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพวกเราก็เดินทางกลับสู่มหาวิทยาลัยอย่างสวัสดิภาพ  

วันนี้ก็ถือว่าเป็นอีกวันที่สนุกสนานมาก

29 มีนาคม
                   เช้าวันนี้เป็นวันที่ต้องแลกเปลี่ยนความรู้กัน เพื่อนชาวญี่ปุ่นนำเสนอ
เรื่องเทศกาลต่างๆ ในแต่ละเดือน และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ของประเทศ
 ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาเคยนำเสนอให้เราตอนที่มาร่วมโครงการเมื่อปีก่อน

ส่วนฝ่ายไทยเราก็นำเสนอการเรียนแบบกลุ่มย่อย Problem base Learning ของชั้นปรีคลินิก
และ  การเรียนวิชา Art Design Music drama ของหลักสูตรใหม่

และกิจกรรมเสริมนอกเหนือจากวิชาการ คือ งานแพทย์สาดสี
ที่นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งร่วมกันจัดการแสดงทางศิลปะ และดนตรี

                   หลังจากเราแลกเปลี่ยนกันเล็กๆน้อยๆ Prof. Takahashi
ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชุมนุมวิเทศสัมพันธ์ของที่นั่นก็มาร่วมคุยกับเรา

อาจารย์ได้แนะนำมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับ occupational Medicine
และ ความสำคัญของวิชาชีพนี้ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
จึงมีการดูแลสุขภาพของพนักงานโรงงานอย่างดีเยี่ยม
เพื่อป้องกันโรคที่อาจจะเกิดจากการทำงานในโรงงานต่างๆ

คุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
และดูแลป้องกันอุบัติเหตุของพนักงานระหว่างปฏิบัติงาน

อาจารย์ทราบว่าที่เมืองไทยยังไม่มีการผลิตแพทย์ ประจำโรงงานเช่นนี้

และยังชี้ให้เราเห็นว่า โรงงานไทย หลายแห่งยังไม่มีมาตรฐาน

และไม่มีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของพนักงานโรงงาน

เป็นการชี้จุดด้อยของเราอย่างตรงไปตรงมา แต่เราก็ต้องยอมรับในจุดนี้


                   ครั้งแรกที่อาจารย์เดินเข้ามาในห้อง อาจารย์ถามว่า คนไหนไทย
คนไหนญี่ปุ่น ปีนี้อาจารย์แยกไม่ออก

คงเพราะทุกคนแต่งตัวเหมือนๆกัน คณะที่ไปก็มีแต่สาวๆ

หน้าตาคล้ายๆญี่ปุ่นก็หลายคน   อาจารย์ท่านบอกว่าเคยมาเมืองไทยหลายครั้ง
 ไปประชุมที่มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอนแก่นฯลฯ และทุกครั้งจะต้องซื้อของมาฝากภรรยา

คือ กระเป๋า ของ นารายา......

เมื่อท่านพูดคุยกับเราเสร็จ เราก็ได้มอบของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างไทย
                

  เช้านี้ก็ผ่านไปอย่างราบรื่น บรรยากาศวิชาการ

แต่พอบ่าย เราก็ได้ไปห้างสรรพสินค้า AEON ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆโรงงาน TOTO

ที่ไปเมื่อวันก่อนๆ แต่ก็ห่างจากมหาวิทยาลัยพอสมควร
นั่งรถเมล์ออกไปเกือบครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้

เรามาที่นี่เพื่อซื้อของเตรียมที่จะทำอาหารสำหรับงาน Food night แต่เพราะมีเวลาทั้งบ่าย

จึงได้เปิดหูเปิดตา ช็อปปิ้งของฝากไปด้วย



30 มีนาคม
ปานใจ ....ปิดเรื่อง

              วันนี้เป็นวันสุดท้ายของโครงการแล้ว คิดแล้วก็เศร้าอยู่เหมือนกัน
รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ และมันก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เรามีความสุข
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวดูน่าสนใจไปหมด ดูเหมือนเวลาจะหมุนไปเร็วขึ้นเสมอ....

ตามตารางวันนี้ เช้า ชมดอกซากุระในมหาวิทยาลัย
บ่าย เตรียมอาหารสำหรับ งาน food night party คืนนี้
เย็น งาน food night & farewell party
เช้าวันนี้อากาศเย็นเหมือนทุกวัน แต่ก็มีแสงแดดให้เราได้รู้สึกอบอุ่นบ้าง   
        
     มาอยู่ที่นี่ในช่วงเปลี่ยนฤดูแบบนี้การรู้ข่าวสารเรื่องการพยากรณ์อากาศสำคัญมาก

เพื่อก่อนออกจากบ้านจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศในแต่ละวัน ต่างกับที่เมืองไทย วันไหนๆก็ร้อนเหมือนกัน  โชคดีที่วันนี้ไม่มีฝนเหมือนวันอื่นๆหลังจากที่โฮสต์ของทุกคนมาส่งที่มหาวิทยาลัยตามเวลานัดแล้ว นศ.พ.ชาวญี่ปุ่นก็พาเราชมซากุระในมหาวิทยาลัยของเค้า   คนที่นี่มีความชื่นชอบซากุระเป็นพิเศษ แม้ว่าเค้าจะได้เห็นซากุระบานทุกๆช่วงเวลาหนึ่งของทุกปีอยู่แล้ว เมื่อเราไปถึงจุดชมซากุระ สิ่งที่เราได้เห็นบนใบหน้าของชาวญี่ปุ่น ก็ไม่ต่างจากเราเท่าไหร่นัก บนใบหน้าของทุกคนคือความตื่นเต้น ดีใจ ที่ได้เห็นดอกซากุระมากมายที่กำลังเบ่งบานเรียงเป็นแนวยาวอยู่ทั่วบริเวณ ไม่มีดอกใดดอกหนึ่งเด่นไปกว่ากัน แต่การบานพร้อมกันอย่างสามัคคี ทำให้ซากุระยิ่งดูสวยขึ้นไปอีก (แต่หากสังเกตดีดีสิ่งหนึ่งที่ต่างไปบนใบหน้าของเรากับเค้า คงจะเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจเป็นแน่)
               แรกๆที่เรามาถึงจุดชมซากุระนั้น เราก็คิดว่า คงจะใช้เวลาที่นี่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง...เพราะจากที่เห็น สวนชมซากุระก็ไม่ได้ใหญ่ หรือกว้างไปกว่าสระพลาสติกของเราเลย....แต่พอดูนาฬิกาอีกที นี่เราก็อยู่ที่นี่เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้ว !!
              ทุกคนถ่ายรูปอย่างมีความสุข ถึงแม้ฉากหลังก็เหมือนๆกันทุกภาพ แต่เพราะอะไรไม่ทราบเหมือนกัน พวกเราก็ยังสนุกกับการได้ถ่ายรูปท่ามกลางดอกซากุระสวยๆ ในวันที่อากาศดีๆมีแสงแดดอ่อนๆขณะที่เพื่อนๆถ่ายรูปกัน ฟาฟา เมย์ และเราก็เปลี่ยนมานั่งชมซากุระอย่างใกล้ชิด พอได้นั่งนิ่งๆ ทอดสายตามองดูบรรยากาศรอบๆ...คราวนี้อารมณ์ศิลปินของเราก็มา เลยกลายเป็นมานั่งสเกตช์ภาพแทนการถ่ายภาพ...อุปกรณ์ก็สมุดเล่มเล็กๆ กับปากกาที่เขียนก็ไม่ค่อยจะออกเพราะอากาศที่ค่อนข้างหนาว
               ใกล้เที่ยง เราทั้งหมดก็ออกเดิน(ทาง)ไปหาข้าวเที่ยงกินกัน แต่ก็แวะร้านซุปเปอร์เล็กๆหน้ามหาวิทยาลัยก่อน
เพราะเค้าบอกว่า เห็นว่าเมื่อคืนมีคนอยากได้โฟมล้างหน้าสำหรับผู้ชาย เลยพาแวะที่นี่ เพราะในนั้นมีร้านขายยา ที่มีโฟมล้างหน้านั้นขายด้วย (เขาเอาใจใส่เราดีจริง) เราเลยเดินเล่นนั้นประมาณเกือบชั่วโมงได้ขนม ได้ช็อคโกแล็ต เป็นของฝากเพิ่มอีก ดูสินค้าไปก็เพลินๆดี มีของแปลกๆที่บ้านเราไม่มี การบริการก็ต่างจากที่เมืองไทย เวลาจ่ายเงิน เค้าจะไม่แพ็คของใส่ถุงให้ ให้เราไปจัดการใส่ถุงเอง เพื่อประหยัดเวลา ลูกค้าคนอื่นจะได้ไม่รอนาน โดยโต้ะที่ไว้แพ็คของก็จะอยู่ถัดจากเคาน์เตอร์จ่ายตังค์ไปอีกหน่อย ...พอทุกคนพร้อม เราก็ออกเดินกันต่อ (นี่ถ้าเป็นเมืองไทยคงจะเหนื่อยตาย เพราะอากาศคงจะร้อนใช่ย่อย)เราเดินไปเรื่อยๆ ระยะทางคงมากกว่าหนึ่งกิโลเมตร...
                 แล้วก็ถึงร้านอาหารเที่ยงที่เราจะไปทาน เป็นร้านบะหมี่ที่มีสโลแกนว่า มีผัก 480 g !! ทุกชาม และ สามารถเติมเส้นได้ ถ้าไม่อิ่ม ราคาต่อถ้วยก็ไม่ได้สูงกว่าร้านอื่นๆ แต่เราดีใจที่วันนี้มีผักลงท้องซะที มาที่นี่ไม่ค่อยได้ทานผัก ผลไม้เลย หาทานยากมาก ราคาก็แพง อาหารทีทานมีแต่แป้ง แป้ง และแป้ง ! ทำเอาเราหลายๆคนเกิดปัญหาพุงป่องกันวันท้ายๆ พออาหารมาเสิร์ฟเราก็หายสงสัยเลยว่าเค้าไม่ขาดทุนเหรอที่ให้เติมเส้นได้ตลอด...เพราะมันเป็นราเมงที่ถ้วยใหญ่มากกๆ(อย่างกับกาละมังใบย่อมๆ)เส้นก็เยอะ ผักก็เยอะ น้ำซุปก็เยอะ ใครทานหมดคงเพราะก่อนมาทานเนี่ยหิวมาก ในกระเพาะไม่มีอะไรเลย พอทานหมดกระเพาะเต็มไป 95% แต่ที่น่าหนักใจคือ เค้าสั่งเกี๊ยวซ่าให้เราทานด้วย คนละจาน จานหนึ่งๆมี 8 ชิ้น เล่นเอาพุงกางกันไปเลย ....เกี๊ยวซ่า
ก็อร่อย ราเมงก็อร่อย จะไม่ทานก็เสียดาย เลยพยายามทาน แต่ยังไงก็ทานเส้นไปได้ไม่ถึงครึ่ง ท้องก็ไม่รับอะไรอีกแล้ว . . .
                พอท้องเต็ม เราก็ออกเดินกันอีก คราวนี้จะไปที่ที่เราจะทำอาหารกันเพื่องานคืนนี้ แต่ก่อนที่เราจะออกเดิน ก็เหลือบไปเห็นร้านหนังสือการ์ตูนร้านใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามร้านราเมงที่เรามาทาน (ตอนมาทำไมไม่เห็น? คงเพราะหิวจนตาลาย วิ่งเข้าร้านกันทันที) ก็เลยขอเค้าแวะชม ร้านการ์ตูนต้นตำหรับจากประเทศที่เด็กไทยแทบทั้งหมดก็โตมากับการ์ตูนของที่นี่ เข้าไปในร้านแล้วรู้สึกดีมาก ความเป็นเด็กในตัวพุ่งกระฉูด วิ่งทั่วร้านด้วยความตื่นเต้น สายตามองหาการ์ตูนโปรดที่ยังคอยติดตามอ่านอยู่ เจ้านักสืบน้อยโคนัน อยู่ไหนนะ?? จะถามก็กระไรอยู่เดินหาดีกว่า...น่าจะได้อารมณ์นักสืบด้วย และแล้วเราก็เจอชั้นหนังสือการ์ตูนที่ตามหา ตอนนี้เหมือนเด็กเจอของเล่นชิ้นโปรด ยิ้มแก้มปริเลย นศ.พ. ญี่ปุ่นเค้าคงงงๆว่าเราเป็นอะไรมากมั้ย? แต่เราก็ยังตื่นเต้นต่อไป และหาหนังสือเล่มล่าสุดที่ออกมา ปรากฏเป็นเล่ม 67 (ตอนนั้นที่เมืองไทยเพิ่งออกเล่ม63) ดีใจใหญ่เลย เหลือเล่มสุดท้ายด้วยก็เลยจัดการซื้อ! ภาษาไม่เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใด เพราะเราดูรูปก็อาจพอเดาเรื่องได้จากภาพ ...........
              มาเที่ยวต่างบ้านที่ภาษาต่างโดยสิ้นเชิงแบบนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนเราเป็นเด็กอีกครั้ง อ่านหนังสือไม่ออก ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ต้องพยายามเดาว่าเค้าพูดอะไร ต้องการสื่ออะไรอยู่ที่บ้านเราการแสดงออกทางสีหน้าก็ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ เพราะเราฟังเข้าใจ บางทีเราไม่ได้มองหน้าเพื่อนเวลาเพื่อนพูดด้วยซ้ำ การมาที่นี่ทำให้คิดสงสัยอย่างหนึ่งคือ มนุษย์เราจำเป็นต้องมีภาษาพูดหรือเปล่า เพราะเราคิดว่าเราก็ไม่ได้ลำบากเท่าไหร่ในการสื่อสารกับเค้า บางทีการพูดภาษาเดียวกัน ยังเข้าใจยากกว่าด้วยซ้ำ พูดภาษาเดียวกันแท้ๆก็ยังทะเลาะกันได้ คนเรานี่ก็แปลกดี    ออกจากร้าน เสียเงินไป 420 Y ตกเป็นเงินไทยเกือบร้อยบาท หนังสือการ์ตูนเล่มเดียว แพงจัง แต่ใจรัก ยังไงก็ซื้อ ที่บ้านสะสมการ์ตูนเรื่องนี้อยู่แล้ว เล่มแรกๆก็ราคา 35 บาท แต่หลังๆราคาก็ขึ้นมาเรื่อยจนกลายเป็น 45 บาท เราก็บ่นว่าแพงๆ แต่ที่ญี่ปุ่นแพงกว่าเยอะเลย คิดๆไปเมืองไทยเรานี่แสนสุขสบาย ข้าวของก็ราคาถูก อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ ที่เที่ยวก็เยอะ อดคิดถึงบ้านไม่ได้ บ้านเรานี่ดีที่สุดจริงๆ
             ต่อไปเราเดินไปที่ที่เราจะทำอาหารกัน ระหว่างทางก็ชม “ฝาท่อ” ที่มีลวดลายต่างๆ เป็นภาพซากุระบ้าง ภาพสถานที่สำคัญๆทางประวัติศาสตร์บ้าง ..คนที่นี่เค้ามีอะไรกระจุกกระจิกตลอดเลย เป็นประเทศที่คิดมาก คิดเป็น คิดเก่ง แล้วก็คิดสร้างสรรค์ซะด้วยสิ ! กว่าจะเดินไปถึงก็หลายนาที สังเกตระหว่างทางไปก็เพลินดี สงสัยว่า ระหว่าง จุดหมาย กับ ระหว่างทางนี่ อะไรสำคัญกว่ากัน เหมือนเราจะใช้เวลาไปกับระหว่างทางมากกว่าเวลา ณ จุดหมายเสมอเลย การเดินช้าๆ ได้เห็น ได้คิดอะไรไปพลางๆ มันก็ดีเหมือนกัน ดีกว่าใช้ชีวิตเร่งรีบ รีบซะจนไม่ได้ทำความเข้าใจอะไรหลายอย่างที่ผ่านเข้ามา และที่ผ่านไป การออกมาไกลบ้านก็มีประโยชน์ตรงนี้ คือเราได้เปิดตา เปิดใจ ได้ตั้งคำถามมากมายกับตัวเอง กับสิ่งรอบตัว บางสิ่งที่เราไม่ค่อยจะมอง วันนี้เราก็มอง เกิดการเปรียบเทียบบ้าง ประเมินบ้าง เกิดความคิดต่างๆนานาขึ้นมาในสมอง เป็นการทำให้เราเติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง
               แล้วเราก็มาถึงสถานที่เตรียมอาหาร ซึ่งคงจะเป็นชมรมทำอาหารของละแวกนี้ ระยะทางก็ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ (หรืออาจเพราะเราเดินเยอะ จนชินแล้ว) ห้องประกอบอาหารเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีตู้ดูดควัน เครื่องไม้เครื่องมือครบครัน ที่ประทับใจและแสดงเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศนี้คงเป็น “กล่องมีด” ขนาดใหญ่ ที่เป็นกล่องไม้ ดูขลังๆ มีกุญแจล็อคแน่นหนา ภายในมีมีดทำอาหารหลายขนาด หลายแบบ เรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ประมาณคร่าวๆด้วยสายตา น่าจะมีมีดสัก 20 เล่ม ภายในนั้น! แต่ละเล่มก็ดูแข็งแรง คมทน สมเป็นแดนซามูไรโดยแท้!
               หลังจากสำรวจอุปกรณ์ที่ต้องใช้ เราก็เริ่มลงมือทำอาหาร เมนูที่เตรียมมา พวกของคาวก็คือ
แกงเขียวหวานแบบไม่เผ็ด ต้มยำกุ้งแบบไม่เผ็ด ข้าวผัดห่อไข่  ส่วนของหวานคือ แกงบวดฟักทอง
ในห้องทำอาหารแบ่งครึ่งสำหรับ 2 ชาติ เหมือนจะท้าชิงยอดฝีมือการทำอาหาร ฝ่ายญี่ปุ่นมีพ่อครัวตัวเล็ก ที่บรรจงวาดลวดลายบนเตาอยู่คนเดียว ผู้หญิงก็หุงข้าว เสร็จนั่งทำข้าวปั้น ล้างผักไปพลางๆ พ่อครัวญี่ปุ่นเป็นโฮสต์ของพี่แชมป์นั่นเอง อยู่ปีสอง มาจากเมืองฮิโรชิมา ซึ่งมีอาหารสูตรพิเศษ คือ พิซซ่าญี่ปุ่น (โอโคโนมิยากิ) ที่มีสูตรเฉพาะของเมืองนี้ จึงเรียกต่างจากที่อื่น เป็น “ฮิโรชิมายากิ” ความต่างก็คือการเรียงชั้นของส่วนผสมนั่นเอง โอโคโนมิยากิธรรมดา จะใส่ส่วนผสมทั้งหมด ลงไปทำเป็นพิซซ่า พร้อมกัน แต่ของพ่อครัวคนนี้ ต้องทำทีละชั้น ทีละชั้น ไหม้ไปอันหนึ่ง แต่เราก็เอาใจช่วยเค้า จนในที่สุดก็ได้ทาน (อร่อยมากซะด้วย) 
อาหารไทยทำเสร็จก่อนอาหารญี่ปุ่น เพราะเราเริ่มทำก่อน..เราจึงแอบไปล่วงล้ำฝ่ายญี่ปุ่น ไปขอเค้าทำข้าวปั้นรูปสามเหลี่ยม ดูเหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงก็บีบๆนวดๆอยู่นานกว่าจะสำเร็จเป็นหนึ่งก้อน  ถ้าคนชำนาญจะบีบก้อนข้าวแค่ 3 ครั้ง ก็เรียบร้อย แต่เรา..หมุนๆบีบๆ เป็นนาน แต่ก็เริ่มคล่อง พอทำหลายๆปั้น..
                 พอทุกอย่างเรียบร้อย ก็ลำเลียงอาหารไปที่มหาวิทยาลัย เราใช้โรงอาหารเป็นที่จัดงาน Food night & Farewell Party ที่โรงอาหารเย็นวันนั้นหนาวมาก เราได้ข่าวว่าที่เมืองใกล้ๆมีหิมะตก มิน่า อากาศวันนี้ถึงหนาวจัด ตอนเย็น ที่นั่นก็ไม่เปิด เครื่องทำความร้อน หนาว หิว เหนื่อยแทบแย่ กว่างานจะเริ่ม แต่พอได้ทานอาหารไทยมื้อแรกในรอบ 6 วัน อุ่นท้อง แต่กลับคิดถึงบ้านขึ้นมาดื้อๆ
                 งานเลี้ยงจัดง่ายๆ เป็นกันเอง อาหารญี่ป่นก็มีพวกข้าวปั้น ฮิโรชิมายากิ ซุปอะไรซักอย่าง แล้วยังมีขนมต่างๆ ช็อคโกแล็ต มาเสริม ที่เด็ดสุดต้องเป็นถั่ว Nutto ที่เหนียว และ มีกลิ่นประหลาด เราเลยเอาถั่วอันนี้มาเล่นเกมกัน ระหว่าง ไทย ปะทะ ญี่ปุ่น ใครเป่ายิงฉุปแพ้ ต้องกินถั่ว!  สนุกสนานกันใหญ่..โรงอาหารเต็มไปด้วย เสียงหัวเราะดัง ...ความหนาวหายไปหมด..
                 งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกรา...เรานำของที่ระลึกจากไทยไปให้เพื่อนๆที่มาต้อนรับ เค้าก็มีของเล็กๆน้อยๆ ไว้เตือนความทรงจำ เป็นช่วงเวลาที่สวยงาม ก่อนที่จะถึงการอำลาแท้จริง  โรงอาหารปิดไฟมืด ทุกคนนั่งล้อมวง มีเทียนน้อยๆในมือ....กล่าวความรู้สึก ถึงวันเวลาที่ผ่านมา ถึงตอนนี้น้ำตาไหล เวลาผ่านไปเร็ว...คนที่เพิ่งจะพบ พอเริ่มคุ้น ก็ต้องพรากจาก ความยั่งยืน ไม่มีในโลก
                 ปิดท้ายด้วยวิดีโอ รวมภาพเหตุการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เรามาถึง ณ ตอนนั้น เป็นช่วงเวลาที่ประทับใจ
ดูไปก็คิดถึงพวกเค้าแล้ว ขนาดนั่งอยู่ด้วยกันแท้ๆ เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมง เราก็ต้องไปมีชีวิตตามปกติ
ความสัมพันธ์ มิตรภาพที่เกิดขึ้น จะจรดในความทรงจำของเราทุกคนไปนานเท่านาน รอวันที่จะได้มอบสิ่งดีดีกลับคืน ในยามที่เพื่อนเหล่านี้ มาเยี่ยมเยือนพวกเรา ถึง “บ้าน” ของเราเอง

 



edit @ 6 Dec 2010 16:34:07 by parnjai

edit @ 6 Dec 2010 16:50:12 by parnjai