• 31 Dec


    ท่ามกลางผู้คนมากมาย ในวันสุดท้ายของปี

เธอ....กับหัวใจว่างเปล่า

 

 

สรรพสิ่งสวยงามสดใสรอบกาย

 

 

แต่หากหัวใจ เงียบงัน...

 

 

เฝ้ามอง...รอคอยว่าเมื่อไหร่จะพบเจอ....

 

 

ใครคนนั้นที่มาเติมเต็มหัวใจว่างเปล่า.....

 

 

..ที่เป็นพลังในวันที่ท้อใจ"ที่เป็นทุกอย่าง."

 

 

..............อาจจะอีกซีกโลก...

 

 

อาจเป็นคนที่เพิ่งเดินผ่าน..

 

อาจเป็นคนยืนข้างๆแต่ยังไม่รู้จักกัน

 

 

 

อาจต้องข้ามน้ำ ข้ามทะเล...

 

เพื่อตามหา........

 

 

 

 

 

......เขา...ยืนอยู่... เช่นกัน...

 

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย ในคืนพิเศษ........

 

 

 

หัวใจ ว่างเปล่า .....

 

แต่ท่ามกลางหมู่เพื่อน ก็พอคลายเหงา..ลงไปได้บ้าง

 

....เขา..........สงสัย...

 

ว่าเืมื่่อไหร่ จะมีใครสักคนที่ผ่านข้ามปี

 

...ไปด้วยกันด้วยหัวใจที่มีกันและกัน...

 

 

ปีไหน...ที่จะไม่ต้องออกมานอกบ้านมาอยู่ท่ามกลางงานฉลอง

ให้แสงสีบรรเทาความเงียบในใจ....

...............

 

 

ทั้งสองคน....ออกมาข้างนอก.... พบปะผู้คน เพราะหวังว่าจะคลายเหงาได้บ้าง........แต่กลับยิ่งพบว่า มันเหงา...กว่าเดิมซะอีก.....

......เธอ....รอคอยด้วยความหวัง...

 

 

ว่าอีกฟากของหัวใจ...ก็ยังมีคนที่คอย......

 

 

ที่ตามหาอีกครึ่งนึงอยู่เช่นกัน....

 

 

"เราก็รอเค้า..."เค้าคงก็หาเราอยู่....

 

 

 

.....แต่เเล้ว......วันเวลา...

 

 

 

ปีเเล้วปีเล่าที่ผ่านไป.....

...

 

 

............ณ สถานที่เดิม.

 

 

..สองคนได้มาเจอกัน..

 

.....

 

..รอบกาย....แสงสี...ผู้คนมากมายร้อยพัน..

 

..ไม่สำคัญเท่าคนที่ยืน....เงียบๆข้างกาย...

 

 

 

...มองฟ้า....รอเวลาจะผ่านพ้นอีกปี.

 

 

..และอีกทุกๆปีต่อจากนี้....ไปด้วยกัน..

 

 

 

 

...someday,my prince will come

 

 

;)

ระหว่าง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กับ University of Occupational and Environmental Health (U.O.E.H)
ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 30 มีนาคม พุทธศักราช 2553

กำหนดการ

24 มีนาคม 2553 : เดินทางถึงเมือง Fukuoka ประเทศ ญี่ปุ่น เวลา ประมาณ 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น,
...........................เข้าที่พักที่จัดเตรียมไว้
25 มีนาคม 2553 : เช้า - บ่าย : ชมเมือง Mojiko
...........................เย็น : Welcome party
26 มีนาคม 2553 : เช้า : ทัศนศึกษา Hospital of U.O.E.H
...........................บ่าย : เยี่ยมชมโรงงานสุขภัณฑ์ TOTO
...........................เย็น : ชมตลาดโบราณ Tanga , Kokura
27 มีนาคม 2553 : เช้า : เตรียมการแสดง Culture show
...........................บ่าย : การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไทย-ญี่ปุ่น
...........................เย็น : BBQ party
28 มีนาคม 2553 : ชมซากุระบานที่เมือง Hagi ,จังหวัด Yamaguchi เกาะ Kyushu
29 มีนาคม 2553 : เช้า : แลกเปลี่ยนความรู้ , ฟังการบรรยายจาก Prof.Takahashi
............................บ่าย : ซื้อของเตรียมทำอาหาร
30 มีนาคม 2553 : เช้า : ชมสวนซากุระในมหาวิทยาลัย
...........................บ่าย : ทำอาหาร แลกเปลี่ยน วัฒนธรรม สำหรับ farewell party
...........................เย็น : Food night & Farewell Party
31 มีนาคม : เดินทางกลับประเทศไทย

บันทึกการเดินทาง 24 มีนาคม :
ปลายทาง Fukuoka ,Japan
ปานใจ เริ่มเรื่อง.... เช้าตรู่ของวันนี้ พวกเรานัดกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อ Check in
เวลาประมาณ 05.30 น.เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย โบกมือลาครอบครัวที่มาส่ง เราก็เริ่มเดินต่อ
เมื่อพ้นเข้าสู่เขตที่ “เฉพาะผู้โดยสารขาออก” ใจหาย สำหรับบางคน ที่เพิ่งจาก “บ้าน” ครั้งแรก
บ้าน ที่เรียกว่าประเทศไทย บ้านที่มีรอยยิ้ม เป็นสัญลักษณ์ เพื่อไปสู่ปลายทาง ที่เรียกกันว่า
ดินแดนพระอาทิตย์อุทัย พร้อมกับเพื่อนร่วมทางที่เป็นครอบครัว..ครอบครัวแพทยศาสตร์ขอนแก่น
...........................
เครื่องบินออกจากประเทศไทย เวลาประมาณ 8.30 น. โดยสายการบิน China Airlines เที่ยวบินที่ CI0066
ถึงท่าอากาศยาน Taipei เวลา ประมาณ 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น แวะเปลี่ยนเครื่อง อยู่ราวๆ 4 ชั่วโมง
เป็นเวลานานทีเดียว แต่เนื่องจากสนามบินค่อนข้างใหญ่มีร้านรวงต่างๆมากมาย ให้เราเดินแวะชมฆ่าเวลา
นอกจากร้านขายสินค้าปลอดภาษี ยังมีสนามเด็กเล่น ลานแสดงศิลปะต่างๆ แต่ที่ประทับใจเราที่สุด
คงเป็นมุมของร้าน Sanrio ซึ่งมีเจ้าเหมียวคิตตี้ ที่ยืนเด่นพร้อมท่าทางเก๋ไก๋ ลากกระเป๋าเดินทางใบโต โบกมือทักทาย พร้อมรอยยิ้มสดใส
............................
เดินๆมองๆแทบจะทั่วสนามบิน ดูเวลาอีกทีก็ใกล้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว วิ่งกันแทบตาย เพราะ จุดที่เริ่มรู้ตัว..อยู่ห่างจาก Gate มากทีเดียว แต่วิ่งมาระยะหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มก็เกิดสงสัย ว่า ทำไมเวลาเดินเร็วจริง ดูเวลาใหม่ ปรากฏว่าก็ยังเหลือเวลาอยู่มาก ทุกคนก็โล่งอก อดขำคนดูนาฬิกาผิดไม่ได้ แต่เราก็พยายามอยู่ใกล้ๆประตูขึ้นเครื่องไว้ จะได้ไม่ต้องตกอกตกใจกันอีก
.............................
.............................
เวลาขึ้นเครื่องเป็นเวลาประมาณ 17.00 น. ในที่สุดก็จะได้ไปถึงปลายทางสักที ใช้เวลาบินอีกราวๆ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะถึงท่าอากาศยานฟุกุโอกะ มองจากบนเครื่อง เห็นเมืองฟุกุโอกะในยามค่ำคืน เห็นแสงไฟขนาบข้างถนนที่ทอดยาว จุดแสงเล็กๆแสดงถึงรถราที่วิ่งอยู่ขวักไขว่

................
เมื่อมองจากมุมนี้ ความตื่นเต้นก็ท้นขึ้นมาอีก จะมีใครมารับเราไหม....
...โฮสต์ของเราจะเป็นอย่างไร ใจดีหรือเปล่า? ฯลฯ .......

ไม่นานเครื่องบินก็ลงจอด เราทั้งกลุ่มสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของกันและกัน
ทุกคนเก็บข้าวของเงียบๆ เดินออกมาจากตัวเครื่อง
ถึงทางเชื่อมงวงช้าง อากาศเริ่มเย็นอย่างเห็นได้ชัด
เราบางคนยังสวมเสื้อกันหนาวบางๆอยู่......
แต่ทันทีที่ก้าวออกจากงวงช้างเท่านั้น...

ลมหนาวปะทะเข้าอย่างจัง

ทำเอาเราทุกคนต้องหยุด ค้นเอาอุปกรณ์กันหนาวกันยกใหญ่
พันผ้าพันคอ สวมถุงมือ เต็มที่ อากาศคืนนี้ กับ อากาศตอนเช้าที่ประเทศไทยต่างกัน 20 องศาเห็นจะได้ !

ทุกคนพ่นควันจากปากขณะก็รีบจ้ำเดินให้ถึงจุดรอรับผู้โดยสาร

........และแล้ว เราก็พบกัน !...........


เราแนะนำตัวกันคร่าวๆ ก่อนที่จะนำสำภาระไปขึ้นรถ
อากาศด้านนอกสนามบินหนาวสำหรับเรา

จำได้ว่าทันทีที่ออกไป อากาศหนาวยิ่งกว่าเดิม

และเมื่อเรานำสัมภาระไปขึ้นรถเก๋งที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นนำมารับ
ก็ได้รับแจ้งว่า เราต้องนั่งรถ shuttle bus ของสนามบิน

ไปขึ้นรถไฟ เพื่อไปสถานีรถไฟที่ใกล้มหาวิทยาลัย (จำได้ว่าชื่อสถานี Orio )

ซึ่งการเดินทางจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (ขณะที่รอรถบัสนั้นเวลาประมาณ 22.00 แล้ว)

กว่าเราจะไปถึงสถานีรถไฟปลายทาง เราก็ได้โอกาสทำความรู้จักเพื่อนใหม่หลายคน

คุยกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เพื่อนบางคนเคยมาประเทศไทย

บางคนแค่แวะเปลี่ยนเครื่องไปที่อื่น

แต่ทุกคนก็รู้จักต้มยำกุ้ง ผัดไท และบอกว่าชอบอาหารไทย (จะดีถ้าหากไม่เผ็ด)


เราได้รับแจกกำหนดการของโครงการก่อนที่จะถึงที่หมาย

และเราคนไทยต้องแยกกันไปตามโฮสต์ของแต่ละคน
.......รู้สึกแปลกๆ ปนกังวล ............
เพราะมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ภาษาที่ไม่คุ้นเคย เวลาดึกดื่น

แถมยังต้องแยกจากคนไทยด้วยกันอีก ไปอยู่ที่ไหน กับใครก็ไม่ทราบ
จะทราบก็แค่ ชื่อ เท่านั้น........

แต่สิ่งที่ต้องทำก็คือ วางใจ ปรับตัว เตรียมตัว เตรียมใจกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อไป..

คืนนี้ แต่ละคนคงรู้สึกต่างกันไป มีประสบการณ์ต่างกันไปช่วงหนึ่ง.....
แต่ในเช้าของวันถัดไป เราก็จะมารวมกันใหม่ เพื่อสานต่อโครงการฯนี้...
อากาศหนาวเย็น หากการต้อนรับอบอุ่น
ความกังวลที่มีก็เริ่มคลาย......


.........
25 มีนาคม

สิทธิชัย เล่าเรื่อง...

วันนี้ตื่นเช้ามา 7.00 น ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยอากาศที่หนาวเย็นเกินคาด
แต่ก็ถูกทดแทนด้วยความอบอุ่นจากน้ำใจของเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นที่นำเสื้อกันหนาวมาให้พวกเราทั้งหลาย
ได้ยืมใส่ จากนั้นก็ไปเจอกับเพื่อนๆ และน้องๆ เพื่อไปกินอาหารเช้าที่ McDonald
ตอน 8 โมง แต่ก็มีบางส่วนที่รับประทานกันมาจากที่ห้องพักแล้ว............

หลังจากนั้น 9 โมง
เราก็พบกันที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางไปที่เมือง Mojiko ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีแกงกะหรี่อร่อยมาก
เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็เดินทางมาถึงเมือง Mojiko ซึ่งเป็นเมืองท่าติดทะเล
เราถ่ายรูปกันที่หน้าสถานีรถไฟสักพัก เนื่องจากตัวอาคารของสถานีเป็นลักษณะของอาคารสมัยโบราณ
ดูมีความเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นด้านหน้ายังมีต้นซากุระที่ออกดวกบานสะพรั่งทุกคนจึงอดใจไม่อยู่
ต่างเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำกันคนละหลายรูป

แล้วก็เดินต่อไปยังพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์นี้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
การสู้รบของซามูไร มูซาชิและโคจิโร่ ทั้งสองต่างสร้างสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจ

ผู้ชนะในสงครามครั้งนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในพิพิธพัณฑ์ก็มีการจัดแสดงทั้งหุ่นจำลองประกอบเสียงพากย์บรรยายเรื่องราว, ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นที่นำประวัติศาสตร์มาทำเป็นการ์ตูนเพื่อให้น่าสนใจ โดยเป็นการฉายลงบนลูกโลกกลมๆที่แขวนไว้กลางอากาศแทนที่จะฉายใส่จอภาพเหมือนที่เห็นกันทั่วไป ชั้นบนมีห้องกระจกซึ่งเป็นจุดชมวิว และมีเครื่องบังคับเรือจำลองสำหรับผู้ที่อยากลองเป็นกัปตันเรือสักครั้งในชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าเราทั้งหลายต่างไม่รอช้ารีบเข้าไปทดลองกันทันทีทางเดินในตึกหลังนี้ออกแบบให้เดินไปทางเดียวจากบนกลับลงมาข้างล่างดังนั้นถึงแม้จะเมื่อยแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์เดินลัดออกมาก่อน หลังจากเดินทั่วพิพิธภัณฑ์แล้วก็เป็นเวลา

อาหารเที่ยงที่เราจะได้ทานแกงกะหรี่สุดอร่อยที่เค้าเลื่องลือซะที หลังจากสั่งอาหารโดยเจ้าถิ่น
เราก็ได้ข้าวที่ราดหน้าด้วยแกงกะหรี่ มีไข่แต่ไม่มีเนื้อ
แต่น้องแพรกับน้องนุ่นสั่งอีกแบบหนึ่ง ได้เนื้อหมูชุบแป้งทอดมากินด้วย
รสชาติของแกงกะหรี่นั้นค่อยข้างแตกต่างจากของไทยเพราะนอกจากจะรสชาติเข้มข้นมากแล้วยังมีกลิ่น
ค่อนข้างฉุน แต่ก็ถือว่าอร่อยไปอีกแบบ หลังจากกินเสร็จเราก็มีเวลาเดินเล่นและถ่ายรูปรอบๆเมือง

ในเมืองก็มีร้านค้าที่น่าสนใจหลายร้าน เช่นร้านขายน้ำผึ้ง ซึ่งมีน้ำผึ้งจากหลากหลายที่หลายประเทศมาให้ชิม
หรือจะเป็นร้านขายกล่องดนตรี ที่ทั้งร้านก็เต็มไปด้วยกล่องดนตรีไขลาน
ยังมีร้านขายเครื่องแก้ว ที่ทั้งร้านมีแต่เครื่องแก้วขาย

เดินสะดุดไม่ได้เลยทีเดียว
เพราะเครื่องแก้วบางชิ้นก็มูลค่าหลายหมื่นเย็น

หลังจากเราเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เราก็เดินทางกลับมายังมหาวิทยาลัย

ตอนเย็นมีปาร์ตี้ต้อนรับที่ร้านใกล้ๆ มหาวิทยาลัย

เป็นร้านอาหารแบบญี่ปุ่นขนาดไม่ใหญ่มากนัก
แต่ได้รับการการันตีจากเจ้าภาพว่ารสชาติเยี่ยมเพราะเป็นเจ้าประจำของนักศึกษามหาวิทยาลัยนี้หลายๆคน

อาหารเย็นที่เรากินก็มี ปลาดิบ ไก่ทอด พิซซ่าญี่ปุ่น ไข่หวาน
รากบัวชุบงา ปลาไข่ทอด ไก่ดิบๆ เบคอนดิบ เห็ดเข็มทองอบเนย

หลังจากทุกคนกินอิ่มก็มีการแนะนำตัว

ถือเป็นปาร์ตี้ต้อนรับที่อบอุ่นทีเดียว
ได้แลกเลี่ยนประสบการณ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและมิตรภาพอันไร้พรมแดน
ก็ก่อตัวเป็นรูปร่างเพิ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นเราต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
พร้อมเจ้าบ้านที่มารับกันถึงที่เลยทีเดียว

26 มีนาคม
ชวิพร ทรงพร เล่าเรื่อง 

                วันนี้ในตอนเช้า เป็นการเยี่ยมชมโรงพยาบาลซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย
UOEH  โดยเป็นโรงพยาบาลที่ใหม่และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากมาย
จำนวนผู้ป่วยนอกมีประมาณ 600 คนต่อวัน
                เราตื่นเต้นกับวันนี้พอควร เพราะต้องเข้าพบ “ผู้ใหญ่” เป็นครั้งแรก
หลังจากที่มีแต่วัยรุ่นราวคราวเดียวกันมาคอยต้อนรับมาตลอด

เมื่อไปถึง ทางเราได้มอบของที่ระลึกให้อาจารย์ที่มารับ
อาจารย์กล่าวคำต้อนรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างผู้ใหญ่ใจดี
แล้วก็ส่งเราต่อให้กับอาจารย์ท่านอื่นๆที่คอยเวียนมารับ ตามจุดต่างๆ
เป็นการประสานงานที่น่ารักดี

                เริ่มการดูงาน โดยอาจารย์จากแผนกเภสัชวิทยา อาจารย์ท่านนี้ดูใจดียิ่งกว่า
น่าตาที่สดใส ยิ้มแย้ม หลังกรอบแว่นเหมือนคุณลุงใจดีคนหนึ่ง
แต่คุณลุงพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น โดยมีล่ามคือโฮสต์ของเรา และ เพื่อนอีกคนที่เคยมาเมืองไทย
ในโครงการปีที่ผ่านมา อาจารย์พาเดินชมหลายที่
ตั้งแต่ที่ผลิตยา ที่บรรจุยา ที่จ่ายยา มีบางประโยคที่อาจารย์อธิบาย
แล้วล่ามทำหน้างงๆ เพราะไม่รู้จะแปลต่ออย่างไร เราก็ได้แต่ยิ้ม
พยายามคิดอย่างหนักว่าอาจารย์ท่านจะสื่ออะไร บางที
จากท่าทาง จากสิ่งแวดล้อม ก็พอจะเดาได้

หลังจากชมภาคเภสัชวิทยา ก็มีอาจารย์หนุ่มใหญ่น่าตาคล้ายจะเป็นดาราญี่ปุ่นได้!
มาต้อนรับเรา แล้วพาเราชมแผนกรังสีวิทยา ต่อ อาจารย์ท่านนี้พูดภาษ