ปิดเทอมนี้ ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น
ได้อะไรมากมายเลย

ขอบคุณคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย UOEH ที่ฟุกุโอกะ
สำหรับโครงการดีดี

นี่ก็เป็นไดอารี่ ที่กำลังพิมอยู่
เเต่เขียนย้อนจากวันสุดท้าย เนื่องจากวันเเรกๆ
สมุดไดอารี่ยังอยู่ในรถ ขี้เกียจลงไปเอามาพิมพ์ ฮ่าๆๆ

 

30 March 2010

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของโครงการแล้ว คิดแล้วก็เศร้าอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
และมันก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เรามีความสุข หรือทุกครั้งที่เราได้ลองทำอะไรใหม่ๆที่ทำแล้วสนุก
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวดูน่าสนใจไปหมด ดูเหมือนเวลาจะหมุนไปเร็วขึ้นเสมอ....
ตามตารางวันนี้ เช้า ชมดอกซากุระในมหาวิทยาลัย
                          บ่าย เตรียมอาหารสำหรับ งาน food night party คืนนี้
                          เย็น งาน food night & farewell party

            เช้าวันนี้อากาศเย็นเหมือนทุกวัน แต่ก็มีแสงแดดให้เราได้รู้สึกอบอุ่นบ้าง มาอยู่ที่นี่
ในช่วงเปลี่ยนฤดูแบบนี้ การรู้ข่าวสารเรื่องการพยากรณ์อากาศสำคัญมาก
เพื่อก่อนออกจากบ้านจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศในแต่ละวัน ต่างกับที่เมืองไทย
วันไหนๆก็ร้อนเหมือนกัน ^_^ โชคดีที่วันนี้ไม่มีฝนเหมือนวันอื่นๆ
               
            หลังจากที่โฮสต์ของทุกคนมาส่งที่มหาวิทยาลัยตามเวลานัดแล้ว นศ.พ.ชาวญี่ปุ่น
ก็พาเราชมซากุระในมหาวิทยาลัยของเค้า คนที่นี่มีความชื่นชอบซากุระเป็นพิเศษ
แม้ว่าเค้าจะได้เห็นซากุระบานทุกๆช่วงเวลาหนึ่งของทุกปีอยู่แล้ว   
เมื่อเราไปถึงจุดชมซากระ สิ่งที่เราได้เห็นบนใบหน้าของชาวญี่ปุ่น
ก็ไม่ต่างจากเราเท่าไหร่ บนใบหน้าของทุกคนคือความตื่นเต้น ดีใจ ที่ได้เห็นดอกซากุระมากมาย
ที่กำลังเบ่งบานเรียงเป็นแนวยาวอยู่ทั่วบริเวณ

ไม่มีดอกใดดอกหนึ่งเด่นไปกว่ากัน
แต่การบานพร้อมกันอย่างสามัคคี ทำให้ซากุระยิ่งดูสวยขึ้นไปอีก

(แต่หากสังเกตดีดีสิ่งหนึ่งที่ต่างไปบนใบหน้าของเรากับเค้า คงจะเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจเป็นแน่)
            
            แรกๆที่เรามาถึงจุดชมซากุระนั้น เราก็คิดว่า คงจะใช้เวลาที่นี่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง...
เพราะจากที่เห็น สวนชมซากุระก็ไม่ได้ใหญ่ หรือกว้างไปกว่าสระพลาสติกของม.เราเลย....
แต่พอดูนาฬิกาอีกที นี่เราก็อยู่ที่นี่เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้ว !!
ทุกคนถ่ายรูปอย่างมีความสุข ถึงแม้ฉากหลังก็เหมือนๆกันทุกภาพ แต่เพราะอะไรไม่ทราบเหมือนกัน
พวกเราก็ยังสนุกกับการได้ถ่ายรูปท่ามกลางดอกซากุระสวยๆ ในวันที่อากาศดีๆมีแสงแดดอ่อนๆ
ขณะที่เพื่อนๆถ่ายรูปกัน ฟาฟา เมย์ และเราก็เปลี่ยนมานั่งชมซากุระอย่างใกล้ชิด
พอได้นั่งนิ่งๆ ทอดสายตามองดูบรรยากาศรอบๆ...คราวนี้อารมณ์ศิลปินของเราก็พลุ่งพล่าน
เลยกลายเป็นมานั่งสเกตช์ภาพแทนการถ่ายภาพ...อุปกรณ์ก็สมุดเล่มเล็กๆ กับปากกานั่นแหละ
เขียนก็ไม่ค่อยจะออกเพราะอากาศค่อนข้างหนาว ฮ่าๆๆ


              ใกล้เที่ยง เราทั้งหมดก็ออกเดิน(ทาง)ไปหาข้าวเที่ยงกินกัน
แต่ก็แวะร้านซุปเปอร์เล็กๆหน้ามหาวิทยาลัยก่อน เพราะเค้าบอกว่า เห็นว่าเมื่อคืนมีคนอยากได้
โฟมล้างหน้าสำหรับผู้ชาย เลยพาแวะที่นี่ เพราะในนั้นมีร้านขายยาที่มีโฟมล้างหน้านั้นขายด้วย
(เค้าเอาใจใส่เราดีจริงๆ ^.^)
เราเลยเดินเล่นนั้นประมาณเกือบชั่วโมง  ได้ขนม ได้ช็อคโกแล็ต เป็นของฝากเพิ่มอีก
ดูสินค้าไปก็เพลินๆดี มีของแปลกๆที่บ้านเราไม่มี
          การบริการก็ต่างจากที่เมืองไทย เวลาจ่ายเงิน เค้าจะไม่แพ็คของใส่ถุงให้
ให้เราไปจัดการใส่ถุงเอง เพื่อประหยัดเวลา ลูกค้าคนอื่นจะได้ไม่รอนาน
โดยโต้ะที่ไว้แพ็คของก็จะอยู่ถัดจากเคาน์เตอร์จ่ายตังค์ไปอีกหน่อยนึง
                  

               พอทุกคนพร้อม เราก็ออกเดินกันต่อ
(นี่ถ้าเป็นเมืองไทยคงจะเหนื่อยตาย เพราะอากาศคงจะร้อนใช่ย่อย)

เราเดินไปเรื่อยๆ ระยะทางคงมากกว่าหนึ่งกิโลเมตร...

แล้วก็ถึงร้านอาหารเที่ยงที่เราจะไปทาน เป็นร้านบะหมี่ ที่มีสโลแกนว่า มีผัก 480 g !!ทุกชาม

และ สามารถเติมเส้นได้ ถ้าไม่อิ่ม  ราคาต่อถ้วยก็ไม่ได้สูงกว่าร้านอื่นๆ แต่เราดีใจที่วันนี้มีผักลงท้องซะที

มาที่นี่ไม่ค่อยได้ทานผัก ผลไม้เลย หาทานยากมาก ราคาก็แพง อาหารทีทานมีแต่แป้ง แป้ง และแป้ง !

ทำเอาเราหลายๆคนเกิดปัญหาพุงป่องกันวันท้ายๆ 

พออาหารมาเสิร์ฟเราก็หายสงสัยเลยว่าเค้าไม่ขาดทุนเหรอที่ให้เติมเส้นได้ตลอด...

เพราะมันเป็นราเมงที่ถ้วยใหญ่มากกๆ(อย่างกับกาละมังใบย่อมๆ)

เส้นก็เยอะ ผักก็เยอะ น้ำซุปก็เยอะ ใครทานหมดคงเพราะก่อนมาทานเนี่ยหิวมาก

ในกระเพาะไม่มีอะไรเลย พอทานหมดกระเพาะเต็มไป 95%  (เอแล้วอีก 5%ล่ะ? ^^”)

แต่ที่น่าหนักใจคือ เค้าสั่งเกี๊ยวซ่าให้เราทานด้วย คนละจาน จานหนึ่งๆมี 8 ชิ้น

เล่นเอาพุงกางกันไปเลย เกี๊ยวซ่าก็อร่อย ราเมงก็อร่อย จะไม่ทานก็เสียดาย

เลยพยายามทาน แต่ยังไงก็ทานเส้นไปได้ไม่ถึง

ครึ่ง ท้องก็ไม่รับอะไรอีกแล้ว . . .

    
              พอท้องเต็ม เราก็ออกเดินกันอีก คราวนี้จะไปที่ที่เราจะทำอาหารกันเพื่องานคืนนี้

แต่ก่อนที่เราจะออกเดิน ก็เหลือบไปเห็นร้านหนังสือการ์ตูนร้านใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามร้านราเมง

ที่เรามาทาน (ตอนมาทำไมไม่เห็น? คงเพราะหิวจนตาลาย วิ่งเข้าร้านกันทันที)

ก็เลยขอเค้าแวะชม ร้านการ์ตูนต้นตำหรับจากประเทศที่เด็กไทยแทบทั้งหมดก็โตมากับการ์ตูนของที่นี่

เข้าไปในร้านแล้วรู้สึกดีมาก ความเป็นเด็กในตัวพุ่งกระฉูด วิ่งทั่วร้านด้วยความตื่นเต้น

สายตามองหาการ์ตูนโปรดที่ยังคอยติดตามอ่านอยู่ เจ้านักสืบน้อยโคนัน อยู่ไหนนะ??

จะถามก็กระไรอยู่คงจะคุยกันรู้เรื่อง ฮ่าๆ เดินหาเอาน่าจะได้อารมณ์นักสืบด้วย

และแล้วเราก็เจอชั้นหนังสือการ์ตูนที่ตามหา  ตอนนี้เหมือนเด็กเจอของเล่นชิ้นโปรด

ยิ้มแก้มปริเลย นศ.พ. ญี่ปุ่นเค้าคงงงๆว่าเราเป็นอะไรมากมั้ย?

แต่เราก็ยังตื่นเต้นต่อไป และหาหนังสือเล่มล่าสุดที่ออกมา ปรากฏเป็น

เล่ม 67 (ตอนนั้นที่เมืองไทยเพิ่งออกเล่ม63) ดีใจใหญ่เลย เหลือเล่มสุดท้ายด้วย

ก็เลยจัดการซื้อ! ภาษาไม่เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใด

เพราะเราดูรูปก็อาจพอเดาเรื่องได้จากภาพ 

-- --มาเที่ยวแบบนี้ก็รู้สึกเหมือนเราเป็นเด็กอีกครั้ง

อ่านหนังสือไม่ออก ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ต้องพยายามเดาว่าเค้าพูดอะไร ต้องการสื่ออะไร

อยู่ที่บ้านเราการแสดงออกทางสีหน้าก็ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่

เพราะเราฟังเข้าใจ บางทีเราไม่ได้มองหน้าเพื่อนเวลาเพื่อนพูดด้วยซ้ำ

การมาที่นี่ทำให้คิดสงสัยอย่างหนึ่งคือ มนุษย์เราจำเป็นต้องมีภาษาพูดมั้ย

       เพราะเราคิดว่าเราก็ไม่ได้ลำบากเท่าไหร่ในการสื่อสารกับเค้า

บางทีการพูดภาษาเดียวกัน ยังเข้าใจยากกว่าด้วยซ้ำ

พูดภาษาเดียวกันแท้ๆก็ยังทะเลาะกันได้หนอ...เออนะ คนเรานี่ก็แปลกดี  -- ----
      
             ออกจากร้าน เสียเงินไป 420 Y ตกเป็นเงินไทยเกือบร้อยบาท

หนังสือการ์ตูนเล่มเดียว แพงจัง แต่ใจรัก ยังไงก็ซื้อ ที่บ้านสะสมการ์ตูนเรื่องนี้อยู่แล้ว

เล่มแรกๆก็ราคา 35 บาท แต่หลังๆราคาก็ขึ้นมาเรื่อยจนกลายเป็น 45 บาท เราก็บ่นว่าแพงๆ

  แต่ที่ญี่ปุ่นเนี่ยแพงกว่าเยอะเลย คิดๆไปเมืองไทยเรานี่แสนสุขสบาย

ข้าวของก็ราคาถูก อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ ที่เที่ยวก็เยอะ

อดคิดถึงบ้านไม่ได้ บ้านเรานี่ดีที่สุดจริงๆ

                     แล้วเราก็เดินไปที่ที่เราจะทำอาหารกัน ระหว่างทางก็ชม “ฝาท่อ”

ที่มีลวดลายต่างๆ เป็นภาพซากุระบ้าง ภาพสถานที่สำคัญๆทางประวัติศาสตร์บ้าง

..คนที่นี่เค้ามีอะไรกระจุกกระจิ๊กตลอกเลย เป็นประเทศที่คิดมากจริงๆ  แล้วก็คิดสร้างสรรค์ซะด้วยสิ !

กว่าจะเดินไปถึงก็หลายนาที สังเกตระหว่างทางไปก็เพลินดี

สงสัยว่า ระหว่าง จุดหมาย กับ ระหว่างทางนี่ อะไรสำคัญกว่ากัน

เหมือนเราจะใช้เวลาไปกับระหว่างทางมากกว่าเวลา ณ จุดหมายเสมอเลย

การเดินช้าๆ ได้เห็น ได้คิดอะไรไปพลางๆ มันก็ดีเหมือนกัน

ดีกว่าใช้ชีวิตเร่งรีบ รีบซะจนไม่ได้ทำความเข้าใจอะไรหลายอย่างที่ผ่านเข้ามา

และที่ผ่านไป  การออกมาไกลบ้านก็มีประโยชน์ตรงนี้ คือเราได้เปิดตา เปิดใจ

ได้ตั้งคำถามมากมายกับตัวเอง กับสิ่งรอบตัว  บางสิ่งที่เราไม่ค่อยจะมอง

วันนี้เราก็มอง เกิดการเปรียบเทียบบ้าง ประเมินบ้าง

เกิดความคิดต่างๆนานาขึ้นมาในสมอง เป็นการทำให้เราเติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง


              แล้วก็มาถึงสถานที่เตรียมอาหาร เป็นคล้ายๆคลาสเรียนทำอาหาร

ลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีอุปกรณ์ครบมากๆ มีชุดมีดเป็นกล่องไม้ใบใหญ่ที่มีกุญแจล็อคอยู่

อลังการมาก ! ถ้วยชาม เตาแก๊ส ตู้อบมีพร้อม


เราก็แบ่งฝั่งไทย ญี่ปุ่น โดยตรงกลางมีโต๊ะขนาดใหญ่กั้น

ไว้วางอุปกรณ์ เครื่องปรุง เนื้อ ผักต่างๆ รวมถึงเป็นที่หั่น ที่สับ เตรียมของก่อนลงหม้อ ลงกระทะ

  เราก็ช่วยกันทำอาหารคาว หวาน ของคาวก็มี ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน ไข่ยัดไส้

ส่วนของหวานคือ แกงบวดฟักทอง เราใช้เวลาไม่นานอาหารไทยก็พร้อมเสิร์ฟ

แถมยังมีของตกแต่ง แกะสลักสวยงาม จนคนญี่ปุ่นเดินมาดูแล้วร้อง “ฮ๊า สุโค่ยๆ” (สุดยอด)

พอเราทำเสร็จภายในเวลาแค่หนึ่งชั่วโมง...เราก็เริ่มนอนบ้าง ... นั่งคุยบ้าง...

แล้วก็ไปช่วยเค้าทำอาหาร....ส่วนตัวไปขอเค้าทำข้าวปั้น(ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม)

เพราะคิดว่าคงง่ายสุดแล้ว เค้าก็ให้ลองทำดู วิธีก็คือ เค้าจะมีแผ่นพลาสติกใสๆตัดเป็นสี่เหลี่ยม

ตักข้าวญี่ปุ่นที่หุงเสร็จลงไปตรงกลางของพลาสติก ต้องกะให้พอดีๆ

จะได้ข้าวปั้นที่มีขนาดพอเหมาะ ทีแรกก็กะไม่ถูกเหมือนกันว่าต้องตักข้าวเยอะแค่ไหน

แต่ก็ลองๆทำไป ก็เริ่มกะปริมาณได้ ...แล้วก็รวบพลาสติก ห่อๆ บีบๆให้เป็นทรงสามเหลี่ยม


ก็เสร็จ แต่ถ้าสำหรับคนที่คล่องจริงๆ นับ หนึ่ง สอง สาม ก็จะเป็นข้าวปั้นที่สวยงาม
สำหรับผู้ฝึกหัดอย่างเราก็ นับสิบเลยทีเดียว (ถึงเวลากิน ก็รู้สึกเหมือนปั้นข้าวจี่บ้านเรานี่เอง) 

              พออาหารเรียบร้อย เค้าก็เอารถมารับอาหารทั้งหมด แล้วเราก็ต้องเดิน(อีกแล้ว)

กลับไปที่มหาวิทยาลัย สถานที่จัดงานก็คือโรงอาหารของมหาวิทยาลัย

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณห้าโมงครึ่ง อากาศหนาวมากๆ อุณหภูมิน่าจะอยู่เลขหลักเดียว

เข้าไปในโรงอาหารก็ไม่มีฮีทเตอร์ด้วย พอไปถึงเราก็จัดโต๊ะนิดหน่อย แล้วก็นั่งรองานเริ่ม

ระหว่างนั้น ตรวจสภาพอากาศ ได้ข่าวว่าที่เมืองโอซากา หิมะตก !


to be continue ^____^

edit @ 23 May 2010 06:37:52 by parnjai

Comment

Comment:

Tweet

แหะๆ
ไม่อยากจะบอกว่าอัพรูปลงไม่เป็นค่ะ

ฮ่าๆๆๆ
T^T
ในลงไปกองใน Facebook หมดเลย

#3 By parnjai on 2010-05-23 06:25

เรื่องระหว่างทางสำคํญพอๆ กับปลายทางเลยconfused smile

#2 By wesong on 2010-05-22 23:46

อยากดูรูปconfused smile

#1 By wesong on 2010-05-22 23:46